ปัจจุบันจะเห็นว่า เทคโนโลยี ด้าน PC ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ณ ปัจจุบันนี้เรามีโอกาสได้ใช้ PC ที่มี CPU แตะระดับ เกือบจะ 4.0 GHzแล้ว Main board ก็ เริ่มมี Form factor แบบ BTX ใน ท้องตลาด ด้านกราฟฟิก (VGA) ได้ มีการ พัฒนา จาก AGP ไป เป็น PCI-X(PCI Express ) ซึ่งรองรับความเร็วได้สูงกว่า 8 Gb/s ส่วน RAM ก็ไม่น้อยหน้า พัฒนาจนถึง DDR2 ที่ ความเร็ว 6.4 Gb/s แต่เมื่อมองถึง Hard Disk ล่ะที่เห็น จะมีใช้กันอย่างแพร่หลายในขณะนี้ก็แค่ SATA ที่ 1.5 Gb/s (150 MB/s) ครั้นจะคอย SATA2 300MB/sนั้น ก็คงต้องรออีกนาน ซึ่ง ถ้าเป็น อย่างนี้ปัญหา ก็คงหนี ปัญหาคอขวดที่เกิดบนฮาร์ดดิสต์อย่างหนีไม่พ้น หากต้องเจอสภาพเช่นนี้ก็คงต้องอาศัย เทคโนโลยี RAID เข้ามา เป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามา ช่วย เป็นแน่แท้ เพราะนอกจาก RAID จะช่วยทำให้สมรรถนะโดยรวมของการเข้าถึงข้อมูล(Access) ที่เร็วขึ้นแล้ว มันยังเป็นเทคโนโลยี่ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลบนตัวฮาร์ดดิสต์อีกด้วย ซึ่งคงจะได้กล่าวกันในลำดับต่อไป
RAID คืออะไร
เมื่อกล่าวถึงระบบจัดเก็บข้อมูลแล้ว สิ่งต่างๆ มักจะไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้เสมอไป ดังนั้นเทคโนโลยี RAID จึงได้ถูกออกแบบ มาเพี่อช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น RAID (Redundant Array of Inexpensive Disks) คือเทคโนโลยีที่มีมานานแล้วสำหรับการสร้าง ลอจิกคอลไดร์ฟ (Logical Drive) หรือเรียกกันทั่วๆ ไปว่า Array ขึ้นมาจากกลุ่มของฮาร์ดดิสก์ (Physical drive) หลายๆตัวมา เชื่อมต่อกันด้วยกัน ซึ่งทำให้มองเห็น อะเรย์หรือลอจิคอลไดร์ฟดังกล่าวเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวแต่มีขนาดและความจุ เพิ่มขึ้น โดยซอฟแวร์ และ/หรือ คอนโทลเลอร์ ที่ควบคุม RAID จะคอยบริการจัดเรียงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของมาตรฐาน RAID แก่ ฮาร์ดดิสก์ทุกๆตัวที่ต่ออยู่กับอะเรย์นั้น ซึ่งไม่เหมือนกับการที่เพิ่มความจุของฮาร์ดดิสก์ในระบบปกติ แม้จะเป็นการเพิ่มความจุ แต่ก็เป็นการเพิ่มจำนวนไดร์ฟไปในตัว เพราะระบบไบออสของเครื่องออกแบบไว้เช่นนั้น ทำให้การจัดเก็บอาจจะต้องแยกกันเก็บ และอยู่ในลักษณะที่ไม่ต่อเนื่องกันซึ่งเป็นการยุ่งยากในการบริหารจัดการและมีข้อจำกัดอื่นๆตามมาอีกมากมาย
ผลลัพธ์ที่ได้จากการนำเอาฮาร์ดดิสต์หลายๆตัวนำมาทำเป็น RAID คือ
1.จะทำให้ อัตราการโอนถ่ายข้อมูลสูงกว่าอัตราการโอนถ่ายข้อมูล (DATA TRANSFER RATES)ฮาร์ดดิสต์ตัวเดี่ยวๆ ซึ่งนั่นหมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะของเครื่งเซริฟเวอร์โดยปริยาย
2.เป็นโซลูชั่นในการเพิ่มความจุของระบบจัดเก็บข้อมูลต่อ ไดร์ฟได้อย่างไม่จำกัดไดร์ฟได้อย่างไม่จำกัด
(ไดร์ฟ C) ในขณะที่การเพิ่มฮาร์ดดิสต์ในระบบปกติ แม้จะเป็นการเพิ่มความจุ แต่ก็เป็นการเพิ่มจำนวนไดร์ฟไปในตัว(C,D,Eเป็นต้น)เพราะ ไบออสของเครื่องออกแบบไว้เช่นนั้น ทำให้การจัดเก็บอาจ จะต้องแยกกันเก็บและอยุ่ในลักษณะการจัดกระจายซึ่งยุ่งยากในการบริหารจัดการ
3.สร้างความปลอดภัยให้ข้อมูลด้วยระบบ DATA REDUNDANCY/ FAULT TOLERANCE คุณจึงอุ่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่มีวันสูญหาย ถ้าหากมีฮาร์ดดิสต์ ตัวใดตัวหนึ่งในอะเรย์ เสียอย่างกะทันหัน
นอกจากนั้นแล้วคุณก็ยังสามารถแก้ไขฮาร์ดดิสต์ตัวที่เสียโดย การถอดเปลี่ยนแทนที่ด้วยฮาร์ดดิสต์ตัวใหม่โดยที่ไม่ต้อง Down ระบบซึ่งต่างจากการต่อฮาร์ดดิสต์ในแบบทั่วๆไปหาก ฮาร์ดดิสต์เสีย ขึ้นมาก็เท่ากับข้อมูลเกิดสูญหายในทันที
RAID มีประเภทและจะมีวิธีการเลือกชนิดของ RAID อย่างไร
หากจะแบ่ง RAID ตามประเภทของการจัดการจัดเก็บข้อมุลแล้ว จะมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ที่นิยมเลือกใช้และ ใช้กันอย่างแพร่หลาย จริงๆจะมีอยู่ราว 5 ชนิดคือ RAID0, RAID 1,RAID0+1,RAID3 และ RAID5 นอกจากนี้แล้วประเภทของ RAID ชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม เพิ่มขึ้นในขณะนี้คือ RAID3 และ RAID5 สำหรับคุณสมบัติและหลักใน การทำงานของ RAID ทั้ง 7 ชนิดสามารถอธิบายให้เข้าใจพอสังเขปได้ดังนี้
RAID มีประเภทและมีวิธีการเลือกชนิดของ RAID อย่างไร
หากจะแบ่ง RAID ตามประเภทของการจัดการจัดเก็บข้อมูลและเทคโนโลยีแล้วจะมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย จริงๆจะมีอยู่ราว 5 ชนิดคือ RAID-0, RAID-1, RAID-0+1, RAID-3 และ RAID-5 นอกจากนี้แล้วประเภทของ RAID ชนิดใหม่ที่กำลังได้ร ับความนิยม เพิ่มขึ้นในขณะนี้คือ RAID-30 และ RAID-50 สำหรับคุณสมบัติและหลักในการทำงานของ RAID ทั้ง 7 ชนิดดังนี้
RAID 0 (Striping)
RAID – 1 (Disk mirroring)
RAID -0+1 (S triping/Mirroring)
RAID-3 (Parallel access with a dedicated parity disk)
RAID-5 (Independent access with distributed parity)
RAID-30 ( Striping of Dedicated Parity Arrays)
RAID-50 ( Striping of Distributed Parity Arrays)
JBOD- ( Single Drive )
RAID 0 (Striping)
เมื่อได้รับข้อมูลแล้วจะทำการแบ่งข้อมูลเป็นบล็อกมีขนาดเท่าๆกัน แต่ละบล็อก จะกระจายการเก็บไปแต่ละฮาร์ดดิสก์ จะทำให้ประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลทั้ง การเขียน / อ่านจะเพิ่มสูงขึ้นมาก เพราะเป็นการเข้าถึงข้อมูลในลักษณะขนาน (ฮาร์ดดิสก์ทุกๆ ตัวจะอ่านและเขียนข้อมูลที่แบ่งส่วนกับการจัดเก็บในเวลา พร้อมๆกัน) อาจกล่าวได้ว่ามันจะทำงานได้เร็วกว่า 2-4 เท่าของการเข้าถึง ข้อมูลสำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ต่อใช้งาน แบบปกติ เมื่อนำเอาฮาร์ดดิสต์จำนวน 2 หรือ 3 หรือ 4 ตัวมาต่อกันในลักษณะ RAID 0 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังขึ้นอยู่กับ Access Time, Buffer Cache และความเร็วรอบ ในการ หมุนของจานแม่ เหล็กใน HDD ด้วย ซึ่งเรามักจะเห็นเวลาเค้า ขาย HDD มักจะแข่งกันเรื่อง Spec ของ Access Time ,Buffer Cache และ ความเร็วรอบ
RAID 0 มีประสิทธิภาพอัตราการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุด ด้วยเหตุนี้จึง มักเลือกนำเอา RAID 0 ไปประยุกต์ใช้งานกับงานที่ต้องการประ สิทธิภาพด้านความเร็ว แต่ไม่ค่อยคำนึงถึงในเรื่องความปลอดภัย ของข้อมูล อย่างงานด้านการตัดต่อวีดีโอ การแก้ไข , หรือการพัก ข้อมูลก่อนส่งให้แอพพลิเคชั่น (Pre-press) เป็นต้น สำหรับการ คำนวณขนาดความจุในระบบ RAID 0 สูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้
สูตรคำนวณ ขนาดความจุ RAID 0 = C ( ขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์ตัวที่น้อยที่สุด ) x N ( จำนวนฮาร์ดดิสก์ในอะเรย์)
ยกตัวอย่างเช่น มีฮาร์ดดิสก์จำนวน 4 ตัว ต้องการทำเป็น RAID-0 โดยมีขนาดต่างๆ กัน ดังนี้
ยกตัวอย่างเช่น เรามีฮาร์ดดิสก์จำนวน 4 ตัว ที่จะนำมาต่อใช้งานในลักษณะ RAID 0 โดยมีขนาดต่างๆกันดังนี้ 100 GB, 120 GB, 200 GB และ 250 GB จำนวนความจุของ Disk array ทั้งหมด เท่ากับ 400 GB (100×4) ไม่ใช่ 670 GB (100+120+200+250) ซึ่งจะเห็นว่าขนาดความจุจริงหายไปถึง 270 GB ดังนั้นในการใช้งาน RAID 0 โดยไม่ทำให้พื้นที่การจัดเก็บหาย ไปจึงควรนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดเดียวกันทุกตัว (ถ้าเป็นรุ่นเดียวกันและยี่ห้อเดียวกันได้ก็ยิ่งดีเพราะฮาร์ดดิกส์ทุกตัวจะได้ มีค่า Access Time และแคชเมมโมรี่เท่ากัน)
RAID – 1 (Disk mirroring)
RAID- 0+1 หรือ RAID-10 ได้นำข้อดีหรือคุณสมบัติเด่นของ RAID-0 ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว และ RAID-1 ที่มีความ ปลอดภัยของข้อมูล มาประสานรวมกัน เพื่อให้ผู้ใช้ได้ทั้งความเร็วและ ความปลอดภัยในการใช้งาน RAID-10 มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Dual data redundancy” โดยจำนวนฮาร์ดดิสก์ที่จะนำมาทำระบบ RAID-10 จะต้องมี 4 ไดร์ฟ อย่างเดียวเท่านั้น เช่นการคำนวณขนาดความจุของอะเรย์รวมคิดจากขนาดของอะเรย์ RAID – 0 เพียงชุดเดียว ( ในกรณีที่มีขนาดของอะเรย์ของ RAID – 1 ทั้ง 2 ชุดเท่ากันเช่น เมื่อนำเอาฮาร์ดดิสก์ขนาด 120 GB 4 ไดร์ฟ มาทำ RAID – 0+1 ก็จะได้ RAID – 0 ขนาด 240 GB จำนวน 2 ชุด (240 GB/240GB) แต่ RAID 0 ทั้ง 2 ชุดนี้นำมาทำ RAID – 1 ( mirror ) จึงทำให้ได้ความจุเพียงแค่ชุดเดียว คือ 240 GB เท่านั้น ส่วนการคิดความจุรวมของ RAID- 0+1 มีสูตรดังนี้
สูตรคำนวณ ขนาดความจุ RAID- 1 = ขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์ตัวน้อยที่สุดของคู่ฮาร์ดดิสก์ที่นำมาทำ RAID
เช่น กรณีนำฮาร์ดดิสก์ ทั้ง 2 ตัวที่มีความจุ 100 GB และ 250 GB นำมาทำเป็น RAID- 1 จะได้ความจุรวมเท่ากับ 100 GB ดังนั้นในการใช้งาน RAID-1 จึงควรนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดเดียวกันทุกตัว (ถ้าเป็นรุ่นเดียวกันและยี่ห้อเดียวกันได้ก็ยิ่งดี) ก็จะทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ว่าง เปล่าน้อยที่สุด
เนื่องจากการทำงานใน RAID-1 ซึ่งจะต้องมีการเขียนข้อมูลซึ่งที่เหมือนกันลงบนฮาร์ดดิสก์ ทั้ง 2 ตัวและจะต้องมีขบวนการตรวจสอบความเหมือนกันของข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นประสิทธิภาพด้านความเร็วในการเขียน / อ่านข้อมูลจึงต่ำกว่า RAID-1 และต่ำกว่าการต่อใช้งานฮาร์ดดิสก์แบบปกติที่ไม่ใช่ RAID อย่างแน่นอนเพียงแต่ RAID-1 จะได้ประโยชน์ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลดังที่ได้กล่าวไปแล้วเท่านั้น
RAID -0+1 (S triping/Mirroring)
RAID- 0+1 หรือ RAID-10 ได้นำข้อดีหรือคุณสมบัติเด่นของ RAID-0 ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว และ RAID-1 ที่มีความ ปลอดภัยของข้อมูล มาประสานรวมกัน เพื่อให้ผู้ใช้ได้ทั้งความเร็วและ ความปลอดภัยในการใช้งาน RAID-10 มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Dual data redundancy” โดยจำนวนฮาร์ดดิสก์ที่จะนำมาทำระบบ RAID-10 จะต้องมี 4 ไดร์ฟ อย่างเดียวเท่านั้น เช่นการคำนวณขนาดความจุของอะเรย์รวมคิดจากขนาดของอะเรย์ RAID – 0 เพียงชุดเดียว ( ในกรณีที่มีขนาดของอะเรย์ของ RAID – 1 ทั้ง 2 ชุดเท่ากันเช่น เมื่อนำเอาฮาร์ดดิสก์ขนาด 120 GB 4 ไดร์ฟ มาทำ RAID – 0+1 ก็จะได้ RAID – 0 ขนาด 240 GB จำนวน 2 ชุด (240 GB/240GB) แต่ RAID 0 ทั้ง 2 ชุดนี้นำมาทำ RAID – 1 ( mirror ) จึงทำให้ได้ความจุเพียงแค่ชุดเดียว คือ 240 GB เท่านั้น ส่วนการคิดความจุรวมของ RAID- 0+1 มีสูตรดังนี้
สูตรคำนวณ ขนาดความจุของดิสก์อะเรย์ของ RAID 0+1 = C ( ขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ตัวที่เล็กที่สุด) x N ( จำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด)
ตัวอย่างเช่น กรณีที่นำฮาร์ดดิสก์จำนวน 4 ตัวซึ่งมีความจุ 200 GB 2 ตัว และ ความจุ 250 GB 2 ตัว นำมาทำเป็น RAID- 0+1 ดังนั้นเราจะได้ความจุรวมทั้งหมดเป็น 4 00 GB (200 GB x (4/2) เป็นต้น
เรามาดูหลักการของ Dual Data Redundant ในการ Redundant ข้อมูล โดยการต่อ HDD ในรุ่น FastTrak 100 ทำ RAID 10 ว่า เมื่อเกิด HDD ลูกใดลูกหนึ่งเสียแล้ว จะทำให้ อะเรย์ Off Line
RAID-2
ข้อมูลจะถูก stripe ไปยังดิสก์หลายๆ ตัวในระดับ bit และจะใช้ Hamming Code ECC เป็นเทคนิคสำหรับใช้ทำ error correction โดยจะต้องใช้ดิสก์หนึ่งตัวหรือมากกว่าเป็นที่สำหรับเก็บ Hamming Code ECC นี้ สำหรับการทำงานของ RAID-2 เมื่อมีการเขียนข้อมูลลงในดิสก์ RAID-2 จะคำนวณ ECC ของข้อมูลที่อยู่ใน stripe เดียวกันและเก็บลงใน ECC ดิสก์ ในกรณีที่มีดิสก์ที่เก็บข้อมูลเกิดความเสียหาย RAID ก็จะทำการ recover ข้อมูลได้ด้วยการ rebuild ข้อมูลในดิสก์ตัวที่เสียไปขึ้นมาใหม่จาก ECC
เดิมที RAID-2 ถูกออกแบบมาใช้สำหรับดิสก์ที่ไม่มี hardware สำหรับทำ error detection แต่ปัจจุบันดิสก์ทุกตัวจะมี hardware นี้อยู่ในตัวแล้ว จึงทำให้ RAID-2 ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อ
RAID-3 (Parallel access with a dedicated parity disk)
RAID-3 ที่มีการจัดการของข้อมูลที่ถูกจัดเก็บลงบนฮาร์ดดิสก์ (อย่างน้อยต้องใช้ 3 ตัว) ซึ่งจะมีฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งถูกใช้เก็บเฉพาะพาริติ้ เพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลพาริติ้เป็นข้อมูลที่ใช ้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ส่วนข้อมูลที่ใช้งานจริงจะเก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์ ตัวที่เหลือ โครงสร้างของ RAID-3 จะช่วยใน การเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่าน/เขียนข้อมูล เพราะเป็นการเข้าถึงข้อมูลด้วยฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวในขณะเดียวกัน พร้อมๆ กัน นอกจากความเร็ว ที่เพิ่มขึ้นก็ยังมีระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ของข้อมูลด้วยการตรวจสอบข้อมูลพาริติ้
ในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสียขึ้นมา ข้อมูลที่สูญหายซึ่งอยู่ภายในฮาร์ดดิสก์ตัวที่เสีย เมื่อนำฮาร์ดดิสก์ใหม่มาแทนที่ ระบบจะสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ (Rebuild Data) โดยการคำนวณทางตรรกศาสตร์ ซึ่งใช้ข้อมูลพาริติ้และข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ที่เหลือมาทำการคำนวณ จนได้ข้อมูลกลับมาโดยครบถ้วนดังเดิม วิธีการคิดความจุของ RAID-3 มีสูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้
สูตรคำนวณ ขนาดความจุของดิสก์อะเรย์ของ RAID-3 = C ( ขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ตัวที่เล็กที่สุด ) x N ( จำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด-1 )
ตัวอย่างเช่น กรณีที่นำฮาร์ดดิสก์จำนวน 5 ตัวซึ่งมีความจุ 200 GB 2 ตัว และ ความจุ 250 GB 3 ตัว นำมาทำเป็น RAID-3 ดังนั้นเราจะได้ความจุรวมทั้งหมดเป็น 800 GB (200 x (5-1)) เป็นต้น ส่วนที่ต้องหักจำนวนฮาร์ดดิสก์ออกหนึ่ง เพราะฮาร์ดดิสก์นั้นไม่ได้เก็บข้อมูลใช้งานจริง แต่มันเป็นฮาร์ดดิสก์ที่สำหรับเก็บข้อมูลพาริติ้ เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บ
RAID-3 มีเทคนิคตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล( Spindle synchronization )ในการอ่าน / เขียนข้อมูล ซึ่งการเขียน / ปรับปรุงข้อมูลจะมีการเขียนพาริติ้ ซึ่งเก็บในเพียงหนึ่งไดร์ฟ ทุกครั้งอันก่อให้เกิดคอขวดที่ฮาร์ดดิสก์ตัวดังกล่าว
โดยทั่วไปแล้ว RAID-3 มักจะถูกนำไปประยุกต์ใช้งานกับงานที่ต้องการเขียน / อ่านข้อมูลแบบที่มีการสุ่มน้อยกว่า (Lower random) เพราะมิเช่นนั้นแล้วฮาร์ดดิสก์ตัวที่ใช้เก็บข้อมูลพาริตี้ จะทำงานหนักสำหรับการคำนวณซ้ำ และจะมีผลให้มีประสิทธิผลโดยรวมด้อยลง
RAID-4
มีการคำนวณหาค่า parity ที่ใช้ช่วยในการ recover ข้อมูล ทำให้การเขียนข้อมูลจะช้าลงเพราะการคำนวณ parity จะต้องอ่านข้อมูลและ parity เดิมจากดิสก์ และดิสก์ที่ใช้เก็บ parity เพียงแค่ตัวเดียวนี้อาจจะทำงานหนักจนถ่วงการทำงานของระบบได้ทำให้ไม่เหมาะกับงานที่มีการเขียนพร้อมๆ กันมากๆ อย่างไรก็ตาม RAID-4 มีประสิทธิภาพในการอ่านสูงกว่า RAID-3 มาก เพราะการ stripe ในระดับ block ทำให้การอ่านข้อมูล block หนึ่งๆ อาจจะอ่านจากดิสก์ตัวเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านจากทุกตัวเหมือน RAID-3 ทำให้ประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลจึงเหมือน
RAID-4จะเหมือน RAID-3 แต่ข้อมูลจะถูก stripe ในระดับ block และจะกันดิสก์ตัวหนึ่งไว้เก็บ parity ในกรณีที่ดิสก์ตัวหนึ่งมีความเสียหาย RAID ก็จะทำการ recover ข้อมูลได้ด้วยการสร้างข้อมูลในดิสก์ตัวที่เสียไปขึ้นมาใหม่จากดิสก์ parity
RAID-5 (Independent access with distributed parity)
หลักการและการทำงานของ RAID-5 จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับ RAID-3 เว้นแต่จะต่างกันตรงที่ในระบบ RAID-3 จะเก็บข้อมูลพาริตี้ และข้อมูล ใช้งานไว้ใน ฮาร์ดดิสก์แยกออกจากกันในขณะที่ RAID – 5 นั้นการเก็บ ข้อมูลพาริตี้และข้อมูลใช้งานนั้นจะมีการกระจายกันจัดเก็บทั่วทุกตัวของ ฮาร์ดดิสก์ในลักษณะหมุนเวียนเรียงลำดับกัน การจัดเก็บโดยวิธีนี้จะเป็น การช่วยแก้ปัญหาคอขวดที่มักจะเกิดขึ้นกับกรณีเกิดการเขียนข้อมูล แบบสุ่ม (Random write) ใน RAID 3 อยู่เนื่องๆ อาจกล่าวได้ว่าใน ปัจจุบันการประยุกต์ใช้งาน RAID – 5 มักจะได้รับความนิยมมากกว่า RAID – 3 เพราะประสิทธิภาพโดยรวมของ RAID – 5 สูงกว่า RAID – 3 นั่นเอง ส่วนการทำพาริติ้ ข้อมูลทำโดยใช้ฟังก์ชัน แอกคูซีพออล์ (Exclusive OR)
RAID-5 มีประสิทธิภาพโดยรวมสูง ซึ่งมีปัจจัยคือ ประสิทธิภาพต่อราคาดีที่สุด, การทำงานมีเสถียรภาพสูงและมีระบบความปลอดภัยเมื่อมีฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งในอะเรย์เสีย โดยทั่วไปแล้วจะ RAID-5 มักถูกนำไปประยุกต์ใช้งานกับการเก็บไฟล์, ดาต้าเบส, แอพพลิเคชั่น และเว็บเซิฟเวอร์ ทั้งในระบบอินเตอร์เน็ตและระบบอินทราเน็ต
สำหรับสูตรการคำนวณความจุของอะเรย์รวมจะเหมือนกับ RAID-3 นอกจากนั้นแล้ว RAID-3, RAID-5 ยังรองรับการทำงาน Hot Swapping/redundant หมายถึง ถ้าหากในเวลาใช้งานฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย โดยทันทีทันใด นอกจากระบบจะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องตามปกติกับข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์แล้วยังสามารถถอดเอาฮาร์ดดิสก์ตัวที่เสียออกในขณะที่ระบบRAID ยังคงทำงานอยู่โดยไม่ต้อง Down ระบบ พร้อมทั้งเอาฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่เข้าไปแทนที่ จากนั้นระบบทำการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่บนฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่จบครบถ้วนอย่างอัตโนมัติ โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องจัดการกู้ข้อมูลตัวเองเลย
ปัจจุบันทั้ง RAID-3 และ RAID-5 สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับดิสก์อะเรย์ที่มีจำนวน ฮาร์ดดิสก์รวม ตัวใน 1 ดิสก์ อะเรย์ซึ่งนอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพของแอคเซสข้อมูลโดยรวมและขยายขนาดความจุของ ดิสก์อะเรย์ได้อย่างเต็มที่แล้ว ยังสามารถนำเอา 1 ในจำนวน 8-15 ตัว ของฮาร์ดดิสก์เหล่านั้นมาทำเป็น ไดร์ฟสำรอง ( Spare drive) นั่นหมายความว่า โดยปกติ Spare drive ตัวดังกล่าวจะยังไม่ถูกใช้งานในสภาวะปกติ จนกว่าที่จะมีฮาร์ดดิสก์ ตัวใดตัวหนึ่งในดิสก์ อะเรย์ เสียขึ้นมา มันก็จะแอคทีฟและทำหน้าที่แทนที่ตัวที่เสียอัตโนมัติโดยทันที
เป็น RAID ตัวใหม่ ที่เริ่มจะได้รับความนิยม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ โดยอาศัยหลักการทำงานผสมผสานกันระหว่าง RAID – 3 และ RAID – 0 เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว RAID-30 จะเป็นการใช้ข้อดีของ RAID-0 ที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว และ RAID- 3 ที่มีความปลอดภัยของข้อมูล มาประสานรวมกัน โดยมองโครงสร้างไดร์ฟทั้งหมดเป็นแบบ RAID- 0 คือมีการแยกไดร์ฟเป็นสองชุด โดยแต่ละชุดจะทำการเก็บข้อมูลแบบ RAID-3 ซึ่งข้อมูลที่เข้ามาเก็บจะถูกแบ่งเป็นบล็อก กระจายเก็บลงบนฮาร์ดดิสก์แต่ละชุด ซึ่งแต่ละชุดมีการทำพาริติ้ข้อมูล แบบ RAID-3 คือทำแล้วเก็บข้อมูลพาริติ้ไว้ที่ไดร์ฟเดียวในแต่ละชุด (สมมุติมีฮาร์ดดิสก์ 6 ตัว ทำเป็น RAID-30 จะมีฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลที่ใช้จริง 4 ตัว อีก 2 ตัวใช้เก็บเป็นพาริติ้ไดร์ฟของแต่ละชุด)
RAID-6
การทำงานจะเหมือนกับ RAID-5 แต่จะมี parity 2 ชุดกระจายในดิสก์ทุกตัว การเขียนข้อมูลจะช้าลงเพราะต้องมีการคำนวณ parity ถึง 2 ชุด และเปลืองดิสก์เพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่งสำหรับ parity ชุดที่สอง แต่จะทำให้ RAID-6 สามารถทำการให้บริการข้อมูลต่อไปได้ถึงแม้จะมีดิสก์เสียพร้อมกัน
RAID-10
คือการทำ RAID-0 บน RAID-1 หรือ striping บน mirroring RAID-10 มีการสำรองข้อมูลที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการอ่านเขียนข้อมูลสูง แต่จะมีราคาแพงมากเพราะต้องใช้ดิสก์จำนวนมาก จึงเหมาะกับงานที่ต้องการประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบสูง และจะต้องมีงบประมาณมากด้วย
ในปัจจุบัน RAID ชนิดที่ 0, 1 และ 5 ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย การเลือกว่าจะใช้ RAID ชนิดใด จะต้องเลือกให้สอดคล้องกับงานนั้น โดยองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาคือ ประสิทธิภาพ, การสำรองข้อมูล, ความน่าเชื่อถือของระบบ และ ราคา








0 Responses
Stay in touch with the conversation, subscribe to the RSS feed for comments on this post.