เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการสื่อสารถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างเทคโนโลยีที่ได้ใช้และเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในระบบธุรกิจคือ การประชุมผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ Video Conference เนื่องมาจากสามารถลดภาระค่าเดินทาง ประหยัดเวลา ค่าที่พัก สามารถประชุมได้ทุกเวลาแม้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ Video Conference System
ในการนำระบบ Video Conference เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้นช่วยให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง คือ สามารถวัดผลที่ได้ออกมาในรูปของตัวเงิน คือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ส่วนในทางอ้อมนั้นวัดเป็นรูปตัวเงินได้ยาก เช่น ช่วยให้ประหยัดเวลา ช่วยอำนวยความสะดวก ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ดังสามารถสรุปประโยชน์ที่ได้เป็นดังนี้
ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุม, อบรม
สามารถทำการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรมากขึ้น
มาตรฐานสำหรับระบบ Video Conference System
เพื่อให้ระบบวีดีโอคอนร์เฟอร์เรนซ์ มีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้ ITU-T ซึ่งเป็นองค์การด้านโทรคมนาคมสากล ได้กำหนดมาตรฐานระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Videoconferancing System) เพื่อนำไปใช้ในเครือข่ายข้อมูลแบบต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ๆ ได้แก่
H.320 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย WAN มีความเหมาะสมในการใช้เชิงธุรกิจ รองรับเครือข่ายได้หลายประเภท เช่น ISDN (Intergrated Service Digital Network) Leased Line รวมทั้งวงจรเช่าอื่น ๆ (satellite,microwave) มาตรฐาน H.320 นี้เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากให้คุณภาพในระดับที่ดีง่ายต่อการติดต่อ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับเครือข่าย ISDN
H.321 และ H.310 เป็นมาตรฐานที่รองรับระบบเครือข่าย ATM เพื่อให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงในระดับสูงสุด โดยทั่วไปจะใช้ในอาคารหรือใน Campus เดียวกัน
H.323 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่าย LAN หรือ WAN ที่ส่งข้อมูลโดยใช้ IP Protocol เป็นหลักมีคุณภาพในระดับเดียวกับ H.320 มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
H.324 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่ายโทรศัพท์ (POTS : Plain Old Telephone System) มีคุณภาพ ค่อนข้างต่ำ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นการกล่าวถึงมาตรฐานทางด้านทางด้านเครือข่าย ในระบบ VideoConferance ยังประกอบด้วยมาตรฐานทางด้านภาพ (Video) และเสียง (Audio) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
มาตรฐานด้านภาพ
การบีบอัดข้อมูลภาพ ประกอบด้วย 2 มาตรฐานหลัก ได้แก่ H.261 และ H.263 (H.263+ หรือ H.263 V2) H.263 เป็นมาตรฐานที่ออกมาภายหลังเพื่อปรับปรุงให้สามารถบีบอัดสัญญาณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ใช้ Bandwidth น้อยลง
ขนาดของภาพ โดยทั่วไปในระบบ Videconferance จะมีวิธีการสร้างภาพอยู่ 2 วิธี คือ FCIF หรือ CIF และ QCF ซึ่งขนาดของภาพที่ปรากฎบนจอภาพจะมีขนาดเท่ากัน แต่จะมีความละเอียดแตกต่างกัน โดยภาพแบบ FCIF จะมีความละเอียดกว่า เพราะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพ 352ด288 จุด ในขณะที่ภาพแบบ QIF จะมีจุดที่ประกอบเป็นรูปภาพเสียง 176ด144 จุด (ขนาดของภาพเมื่อเปรียบเทียบจากปริมาณของจุดจะเท่ากับ 1/4 ของ FCIF)
นอกจากนี้ ล่าสุดทางบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ Videoconferance ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ทำให้ระบบ Videconferanceสามารถรองรับความละเอียดทางด้านภาพได้สูงสุดในระดับ XGA (1024ด768) ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียดและคมชัดมากกว่ามาตรฐานทั่วไป
ความเร็วในการสร้างภาพ (Frame Rate) คือจำนวนภาพที่ปรากฏบนหน้าจอใน 1 วินาที ซึ่งหากมีจำนวนภาพ ยิ่งมาก ก็จะทำให้คุณภาพของภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฎเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระตุกในระบบ Videoconfrance จะใช้อยู่ 2 ระดับ คือ 15 ภาพต่อวินาที (15 frame/sec หรือ fps) และ 30 ภาพต่อวินาที (30 frame/sec) โดยภาพที่มี frame rate สูง ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ Bandwidth สูงตามไปด้วย ซึ่งที่ 30 fps จะใช้ Bandwdith อย่างต่ำ 384 Kbps อย่างไรก็ตามด้วยความเทคโนโลยี่ของทางบริษัทผู้ผลิตบางรายซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาจนสามารถส่งภาพที่ความเร็ว 30 fps โดยใช้ Bandwidth เพียง 256 Kbps ได้
มาตรฐานด้านเสียง
1. Narrowband เป็นคุณภาพของเสียงในระดับเสียงจากเครื่องโทรศัพท์ มีความถี่อยู่ในช่วง 300-3.4
KHz ซึ่งมีมาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ ดังต่อไปนี้
- มาตรฐาน/Bandwidth
- G.711/64 Kbps
- G.728/16 Kbps
2. Wideband คุณภาพเสียงที่ได้เหนือกว่า Narrowband มีความถี่อยู่ในช่วง 300 – 7 KHz ทำให้
คุณภาพเสียงที่ได้สดใส ชัดเจนกว่า มาตรฐานที่อยู่ในย่านนี้ได้แก่
- G.722/48หรือ56 Kbps
- PT724/24Kbps
- PT716/16,24 หรือ 32 Kbps
- G7.22.1/16,24 หรือ 32 Kbps
การเลือกซื้อ
อุปกรณ์ Video Conference แบบสำเร็จรูปก็เป็นอีกโซลูชั่นหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นอุปกรณ์แบบ Stand Alone สามารถพกพาไปยังที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่หากมีความประสงค์ต้องการที่จะประชุมกับบริษัทในสาขาที่อยู่ห่างไกลกัน อาจจะต้องมีระบบแบบเดียวกันให้กับบริษัทสาขาต่างๆ ประกอบไปด้วย จอแสดงผล, กล้อง, ไมโครโฟน เชื่อต่อด้วยอุปกรณ์ MCU (Multipoint Control Unit) ซึ่งเป็นศูนย์รวมและประมวลผล ทำให้ได้ภาพและเสียงที่มีลักษณะในเชิงโต้ตอบกันไปมาระหว่างบริษัทสาขาและบริษัทแม่เหมือนราวกับว่านั่งประชุมกันอยู่ในห้องเดียวกัน
หากต้องการติดตั้งระบบให้มีคุณภาพสูงและเป็นไปตามความต้องการแล้วจะต้องอาศัยจอแสดงผลขนาดใหญ่และกล้องที่มีความละเอียดสูงและยังต้องพิจารณาตำแหน่งที่ติดตั้งอีกด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่




0 Responses
Stay in touch with the conversation, subscribe to the RSS feed for comments on this post.